ข่าวโควิด-19 » บุรีรัมย์ ประกาศ ผู้มาจาก 15 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง เข้าพื้นที่ต้องกักตัว 14 วัน

บุรีรัมย์ ประกาศ ผู้มาจาก 15 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง เข้าพื้นที่ต้องกักตัว 14 วัน

26 มิถุนายน 2021
185   0

บุรีรัมย์ ออกประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด ต้องกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ 14 วัน ป้องกันโควิดระบาด หลังพบติดเชื้อคลัสเตอร์ใหม่เป็นวงที่ 3

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ทันต่อลักษณะการแพร่ระบาดในพื้นที่ปัจจุบัน ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหม่วงที่ 3 โดยมีผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด และพื้นที่เสี่ยง เข้าสู่จังหวัดบุรีรัมย์

เป็นพาหะนำเชื้อโควิด-19 ไปแพร่กระจายให้กับคนในครอบครัว และแพร่กระจายเชื้อต่อไปยังคนใกล้ชิด และคนในหมู่บ้านเดียวกัน เช่นที่ในพื้นที่อำเภอประโคนชัย อำเภอห้วยราช และล่าสุดที่อำเภอลำปลายมาศ

นายพิเชษฐ เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องจากมีประชาชนที่เดินทางจากพื้นที่ ที่มีการแพร่ระบาด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวดส่วนหนึ่งกลับมาด้วยอาการติดเชื้อ หรือกลับมาแล้วไม่ปฏิบัติตนตามมาตรการสาธารณสุขอย่างมีคุณภาพ มีการไปยังสถานที่ต่างๆ พบปะสังสรรค์กับครอบครัวอื่น จึงแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหม่ในจังหวัดบุรีรัมย์ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ มีข้อห่วงใยหาก ไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งพอ ก็ไม่สามารถดักจับ ควบคุม หรือคัดกรอง

จึงเห็นชอบให้ออกประกาศมาตรการป้องกันสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกำหนดพื้นที่ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค) ประกาศกำหนดคือ จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) คือ จังหวัด นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

และพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี, ตรัง, นครปฐม, ปัตตานี, เพชรบุรี, สงขลา, สมุทรสาคร, สระบุรี, ยะลา และนราธิวาส หากประสงค์จะเข้ามาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ต้องกักตัวในสถานที่ ที่รัฐจัดให้ หรือ Local Quarantine ไม่น้อยกว่า 14 วัน หากมีอาการผิดปกติให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในท้องที่ทันที เพื่อเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ ตามดุลยพินิจของแพทย์

ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) ให้รายงานตัว และรับการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ณ พื้นที่กักกันโรคระดับจังหวัด/อำเภอ (Local Quarantine) / ในท้องที่ที่อำเภอกำหนด

หากประเมินแล้วกรณีมีความเสี่ยง ต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโควิด-19 แบบ Rapid test หรือ R-T PCR หากผลเป็นบวก (ติดเชื้อ โควิด-19) ให้เข้าสู่ระบบการรักษาหากผลการตรวจเป็นลบ (ไม่ติดเชื้อโควิด-19) ให้กักตัวและสังเกตอาการตนเองที่บ้าน (HomeQuarantine) จนครบ 14 วัน และใช้ชีวิตตามแนวทาง DMHTT อย่างเคร่งครัด

หากประเมินแล้วกรณีไม่มีความเสี่ยง ให้กักตัวและสังเกตอาการตนเองที่บ้าน (Home Quarantine)จนครบ 14 วัน และใช้ชีวิตตามแนวทาง DMHTT อย่างเคร่งครัดและผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เฝ้าระวังสูง(สีเหลือง) จำนวน 53 จังหวัด จะต้องเข้ารายงานตัว และให้เฝ้าสังเกตการณ์อาการตนเองเป็นระยะเวลา 14 วัน ทั้งนี้ หากพบอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือโรงพยาบาลในท้องที่ทันที

ด้าน นายธัชกร กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อไรรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) ระลอกใหม่ในประเทศไทยและหลายจังหวัดยังคงมีอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จังหวัดบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(ศบค.) เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนั้น ยังกำชับ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องสอดส่อง ดูแล เฝ้าระวังพื้นที่ หากมีผู้ที่มาจาก 15 จังหวัดดังกล่าวข้างต้นต้องนำไปตรวจคัดกรอง และกักกันตัวที่ Local Qaurantine อย่างเคร่งคัดพร้อมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์ทุกคน เราต้องช่วยป้องกันโดยรีบลงทะเบียนฉีดวัคซีน และ ปฏิบัติตนตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อจะได้กลับมาใช้ชีวิต ตามปกติ โดยเร็วต่อไป สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมของจังหวัดบุรีรัมย์ จากข้อมูลวันที่ 25 มิ.ย. มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมด 261 ราย เสียชีวิต 3 ราย รักษาหายแล้ว 215 ราย ยังอยู่ระหว่างการรักษา 43 ราย